27 November 2008

Shanghai, CN 2004

วันที่ 2 พ.ย. 2547 วันแรกของการเดินทางมาเยือนเมืองจีนครั้งที่สองในรอบปี 2004 เข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยท่งจี้ (Tongi University) เมืองเซี่ยงไฮ้ นักศึกษาที่นี่เกือบ สี่หมื่นคน ใหญ่มากๆ อาคารหลังนี้เป็นของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ดูทันสมัยและแทบไม่มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมจีนเลย
โมเดลของเด็กถาปัดที่นี่ ขนาดใหญ่มาก สเกลน่าจะประมาณ 1:20 หรือ 1:25 ทำด้วยปูนจริง เสริมเหล็กด้วย

นักศึกษาสาวจีนนั่งรอใครสักคน ที่หอพักภายในมหาวิทยาลัย

ตกเย็นไปเที่ยวกันที่ริมแม่น้ำแยงซีเกียง
ดูอาคารเก่าแก่ยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ หลายหลังอนุรักษ์ไวดีมาก แต่หลายๆหลังก็ดัดแปลงเป็นสำนักงานธนาคาร ติดป้ายโฆษณาระเกะระกะ ภาพรวมๆยังดูดี และอลังการมาก

มีโปรแกรมล่องเรือชมความงามของบรรยากาศเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่มานาน

เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองอุตสาหกรรมต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ของเอเชีย



หนึ่งวันกับหนึ่งคืนที่เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

26 November 2008

Hangzhou, CN 2004


วันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ริมทะเลสาบซีหู เมืองหางโจว หญิงสาวชาวจีนคนนี้กำลังยืนรอเรือเพื่อล่องร่วมกับคนรัก เลยแอบถ่ายรูปเธอไว้เป็นที่ระลึก


หางโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของจีน บนที่ราบน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำแยงซี พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา มีทะเลสาบซีหู เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในสมัยราชวงศ์ฉิน หางโจวถือเป็นศูนย์กลางการค้า มีการขุดคลองเชื่อมระหว่างปักกิ่งและหางโจวสำเร็จ ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่ง ปี ค.ศ. 1230 มาร์โค โปโล ได้เดินทางมาถึงเมืองหางโจว และได้ขนานนามเมืองนี้ว่าเป็นเมืองที่งดงามที่สุดในโลก สมัยราชวงศ์หมิงหางโจวยังคงเป็นศูนย์กลางการค้ามีการติดต่อกับต่างชาติ โดยมีผ้าไหมเป็นสินค้าหลัก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฎไท่ผิงในช่วง ค.ศ. 1860-1862 ทำให้ความสวยงามลดลงไป ปัจจุบันหางโจวเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีใบชาและผ้าไหมเป็นสินค้าส่งออกหลักที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนั้นหางโจวยังมีทะเลสาบใหญ่อันสวยงาม และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชื่อว่า ทะเลสาบซีหู (West Lake) ดังบทกวีอันมีชื่อเสียงของจีนที่ว่า "หากฟากฟ้ามีสรวงสวรรค์ บนผืนปฐพีก็มี ซู หัง (ซู คือ ซูโจว หัง คือ หางโจว) ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหางโจวในแต่ละปี มักไม่พลาดที่จะไปเยือนทะเสาบแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างจากนครเซี่ยงไฮ้ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 180 กิโลเมตร เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2546 จำนวนประชากรที่บันทึกได้อยู่ 6.4 ล้านคน โดยที่ในเขตเมืองมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 3.9 ล้านคน เมืองหางโจวเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีธรรมชาติงดงามราวกับจิตรกรฝีมือดีบรรจงวิจิตรขึ้น ตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สูงมากนัก ตึกใหญ่จะสูงแค่ 7-8 ชั้น เนื่องจากเกรงว่าจะไปบดบังทิวทัศน์ที่สวยงามโดยรอบ หางโจวเป็นเมืองเก่าแก่โบราณติด 1 ใน 7 ของจีน ที่ประกอบไปด้วย ซีอาน โล่วหยาง เจ้อโจว ปักกิ่ง นานกิง หางโจว เสฉวน ทิวทัศน์ในปัจจุบันของทะเลสาบซีหู เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งในอดีตคือเมืองหลินอัน ราชธานีของซ่งใต้ เมืองหางโจวในเมืองหางโจวมีทะเลซีหู (Xihu) เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยว ให้ความสนใจมากที่สุด โดยทะเลสาบซีหู เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ของชาวเมืองทั่วไปรวมไปถึง นักท่องเที่ยวที่มักจะไม่พลาดโปรกแกรมล่องเรือชมทะเลสาบ โดยเรือที่พานักท่องเที่ยว ล่องทะเลสาบนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงาม ราวกับย้อนอดีตไปสมัยที่ยังใช้กำลังภายในกันอยู่ เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ แตกต่างกับภายในตัวเมืองหางโจว ซึ่งมีความทันสมัยไม่น้อย เพราะมีทั้งสนามบินนานาชาติ ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งชอปปิ้ง อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่โด่งดังของประเทศจีน อีกด้วย
ข้อมูลจาก
http://th.wikipedia.org/wiki/หังโจว



มุมกล้องมุมนี้ ได้จังหวะตอนเรือลอดสะพานพอดี



กิจการใบชาที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นชาเขียว


ชาเขียวแบบอัดกระป๋องขาย ซื้อกลับมาสามกระป๋อง 200 บาท



The Great Wall, Beijing CN 2004

ช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2547
มีโปรแกรมทัวร์กำแพงเมืองจีน มรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง
กำแพงเมืองจีน (จีนตัวเต็ม: 長城; จีนตัวย่อ: 长城; พินอิน: Chángchéng ฉางเฉิง) เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ (จีนตัวเต็ม: 萬里長城; จีนตัวย่อ: 万里长城; พินอิน: Wànlĭ Chángchéng ว่านหลี่ฉางเฉิง) กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย
กำแพงเมืองจีนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยมีเหตุผลดังนี้
1) เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
2) เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวนและภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
3) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
4) เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
5) มีความคิดและความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์